จะว่าไปแล้ว ช่วงนี้ผมก็ใช้เวลาฟัง Pain of Salvation บ่อยมาก โดยเฉพาะสองอัลบั้มหลังสุด (Be กับ Scarsick) เรียกว่าฟังบ่อยจนแทบจะพอๆกันเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะชุด Be นี่ผมบอมลงทุนซื้อดีวีดีเพื่อดูงานไลฟ์โปรดักชั่นที่อลังการ ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้น แต่ตอนนี้ทางวงก็เปลี่ยนมือเบสกับกลองไปเรียบร้อยแล้ว เป็น Simon Andersson แลำ Leo Margarit ชาวฝรั่งเศสตามลำดับ (Johan ลาออกด้วยเรื่องครอบครัว ส่วน Kristoffer ถูกเชิญออกเนื่องจากอยู่้ฮอลแลนด์นานไปหน่อย ซึ่งตอนนี้ก็อยู่กับวง Dial) และตอนนี้ก็สาละวนกับการออกทัวร์อย่างสนุกสนาน มีข่าวคราวว่า To-Mera วงเลือดใหม่จากอังกฤษจะมาเป็นวงเปิดให้อีก คงเป็นอะไรที่ตื่นเต้นน่าดู เอาละ นอกเรื่องกันมามากพอแล้ว ทีนี้เรามาเข้าเรื่องกันจริงๆเสียทีละ...

Daniel Gildenlow เป็นหนุ่มวัยสามสิบกว่าๆที่ดูเหมือนจะไม่ปกติเท่าไหร่ (ขอใช้คำนี้เลยครับ เพราะไม่รู้ไม่เอาสมองมาจากไหนมาแต่งเพลง) พี่ท่านเกิดวันที่ 5 ของเดือนหน้า (มิ.ย. ก็คืออีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า และถ้านับเป็นวัน พี่แกเกิดก่อนผมเพียงอาทิตย์เดียวเท่านั้นเอง) และพี่แกก็ก่อตั้งวงนี้มาตั้งแต่อายุ 11 (โหะๆ ธรรมดาเหรอนั่น) ในชื่อ Reality ก่อนที่จะมาใช้ PoS อย่างปัจจุบันนี้ และพี่แกเป็นคนวางคอนเซ็ปต์ในทุกๆอัลบั้มของวงอีกด้วย เรียกว่าพี่แกเป็นคนคุมหมดเลยทุกอย่างก็คงจะได้ แต่บางทีก็มีคนช่วยเหมือนกันนะฮะ คือ Fredrik Hermansson มือคีย์บอร์ดหัวเหม่งนั่นเอง (ทำไมพร็อกเมทัลชอบมีมือคีย์บอร์ดหัวเหม่งแบบนี้ด้วย น้ารูก็ใช่...) และอัลบั้มที่แกและวงทำออกมาส่วนใหญ่ก็ออกจะเป็นเรื่องราวในด้านมืดของมนุษย์เสียทั้งนั้น แต่ก็มีชุด Be ที่ดูจะเป็นกลางที่สุดและดูหรูที่สุดในภาคดนตรี

ถ้าผมไม่ได้อ่านบุ๊คเล็ตที่มากับดีวีดีแสดงสดของอัลบั้ม Be ละก็ คงจะไม่ได้รู้เลยว่าแดเนียลเป็นคนที่อ่านหนังสือมาก และอีกอย่างคือ แกเป็นคนที่สนใจในเรื่องของมานุษยวิทยาเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ไม่เช่นนั้นอัลบั้มนี้คงจะไม่เกิดแน่ๆ นอกจากนั้นแล้ว แกก็สามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลายอีกด้วย วึ่งแกก้ได้แสดงให้เห็นในการแสดงสดของชุด Be นั่นละ ซึ่งเห็นว่าแกไปเล่นแมนโดลาด้วยเฉยเลยในเพลง Imago และอีกทีก็เพลงเกือบๆสุดท้ายที่แถมไปตีกลองคอร์ด (รึเปล่าก็ไม่รู้) อีกด้วย จะว่าง่ายๆเลยก็คือ อัลบั้ม Be จะเป้นอัลบั้มที่ดูจะเข้าใจยากที่สุดแล้ว แต่ก็มีชุดที่เข้าใจง่ายที่สุดอีกเช่นกันคือ Scarsick ที่ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทารุรกรรมเด็กชาย (ภาคสองของ Perfect Element) ซึ่งแกก้แสดงความสามารถในการเป็นแรปเปอร์ได้อย่างเหนือชั้นเลยละ ในสองเพลงแรกของอัลบั้มนั้นก็คือ ไตเติลแทร็ค และ Spitfall ซึ่งเพลงหลังนี่จะมีเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หรืออีกหลายเพลงเด่นๆอย่าง America ที่เอาไว้ด่าสหรัฐโดยเฉพาะ ซึ่งก็เข้ากันกับเพลงอเมริโกยของคาราบาวเหลือเกิน และที่ฮากว่าคือ Disco Queen เหมือนกับเอา Beegees มาทำเป็นพร็อกเมทัลดีๆนี่เองแหละ

แดเนียลแกก็ไปเป็นแขกรับเชิญอยู่หลายรายการทีเดียว หลังสุดนี้น่าจะเป็น Ayreon ในชุด 01011001 ที่แกก็มีบทบาทร้องอยู่มากพอดู ก่อนหน้านี้ก็จะมี The Flower Kings, Transatlantic และก็ Dream Theater ในเพลง Repentance ซึ่งพี่แกก็ไปตามคำเชิญของป๋าพอร์ตนอยนั่นเอง แต่มาช่วงนี้ก็คงยังไม่มีข่าวคราวอะไรจากแกเลย คงต้องติดตามกันต่อไป

สำหรับเหตุผลที่ผมยกให้แดเนียลเป็นศิลปินโปรดก็คือ ผมชอบวิธีการนำเสนอดนตรีของแกและเนื้อเพลงของแกเนี่ยแหละ ก็ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจในด้านปรัชญามากขึ้น เนื่องจากหลักมานุษยวิทยามันเกี่ยวกับปรัชญาชีวิตโดยตรงอยู่แล้ว ช่วงนี้ผมจึงยอมทุ่มเทฟังอัลบั้ม Be ไปนับสิบรอบ (พอๆกับ Scarsick เลยก็ว่าได้ละกระมัง) ศิลปินคนโปรดคนต่อไปจะเป็นใครนั้น คอยติดตามตอนหน้า...

edit @ 18 Jun 2008 09:58:49 by Sinner

Comment

Comment:

Tweet