เมื่อพูดถึงชื่อของ John Zorn แล้ว คนไทยอาจจะรับไม่ได้กับดนตรีแจ๊สของพี่แกมากนัก เพราะงานของพี่แกเป็นงานที่หนักหนา่วงและรุนแรงในบางมุม แต่ผมก็ชอบที่แกเป็นอย่างนั้น เพราะอย่างน้อย มันก็คือมุมมองอีกรูปแบบหนึ่งที่สุดโต่งนั่นเอง และไอ้ความสุดโต่งของดนตรีเนี่ยแหละก็ทำให้เกิดเอกลักษณ์ขึ้นมา แต่ว่าเพลงของพี่แกในรอบปีนี้ไม่มีชุดไหนที่ออกจะรุนแรงอย่างสองสามอัลบั้มที่มี Mike Patton มาด้วยเลย ออกจะไพเราะเสียด้วยซ้ำ เรียกว่าแกนี่เป็นอัจฉริยะด้าดนตรีจริงๆ (แถมโหดอีกต่างหาก) และก็มีอยู่วันหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสสนทนาเรื่องเกี่ยวกับพี่แกกับลุงสิเหร่(ที่เขียนหนึ่งสือ แจ๊สวิถี)และเพื่อนๆ ซึ่งพวกเขาเองก็(น่าจะ)ชอบอะไรที่คล้ายๆผมอยู่เหมือนกัน เห็นแนะนำ Sun Ra ให้ด้วย และในตอนนี้ที่ yesindie ก็มีดีเจเปิดแนวประมาณนี้อยู่คนหนึ่งในวันอาทิตย์ช่วงค่ำๆอีก เหมือนเป็นกำไรแจ๊ส (สำหรับผม) เลยก็ว่าได้


พี่ซอร์นแกเป็นชาวนิวยอร์คมาตั้งแต่กำเนิด (อายุมากกว่าน้ารูเดสหัวเหม่งอยู่เล็กน้อย) และแกก็เป็นคนที่โชคดีมากที่ครอบครัวของตัวแกเองเป็นครอบครัวดนตรีตัวยง (ถึงจะไม่ใช่ครอบครัวนักดนตรีก็เถอะ) สิ่งนี้จึงทำให้แกได้รับอิทธิพลมาจากดนตรีหลายๆแนวเลยทีเดียว เรียกว่าจะครอบคลุมมันจะหมดทุกแนวเลยก็ว่าได้ละกระมัง และก่อนจะมาเล่นแซกโซโฟน แกก็เล่นเครื่องดนตรีหลายอย่างมาก่อน เช่น กีต้าร์ เบส เปียโน ที่แกหันมาเล่นแซกโซโฟนก็เพราะแกไปเจองานเพลงของ Anthony Braxton เข้าเลยกลายเป็นแรงบันดาลใจ มาจนถึงตอนนี้ก็เรียกว่า แกเป็นคนที่เก๋าที่สุดในวงการแจ๊สอีกคนเลยก็คงจะได้ แม้จะไม่ได้ดังอยู่ในวงกว้างก็ตาม ข่าวคราวล่าสุด คือ แกได้เล่นกับมือเปียโนสายฟรีแจ๊สรุ่นใหญ่นาม เซซิล เทย์เลอร์ อีกด้วย ส่วนตอนนี้แกจะทำอะไรออกมาอีกนั้นคงต้องติดตาม

สำหรับงานเพลงของแกก็เป็นอะไรที่ไม่สามารถจะคาดเดาได้เลย ทั้งเรื่องการวางคอนเซ็ปต์และรูปแบบของดนตรี แล้วขอโทษเถอะ แกออกมาทีก็ถี่เหลือเกินแล้ว ผมไม่รู้ว่าแกมีกี่ชุดนะครับ รู้แต่เพียงว่ามีอยู่เกินหนึ่งร้อยชุดแน่นอน เพราะแกทำอยู่หลายซีรี่ส์ทีเดียวเชียวละทั้ง Filmworks, Masada ทั้งงานเดี่ยวของแกเอง และอีกหลาย แต่พอจะเดาทางออกนิดหน่อยว่าคอนเซ็ปต์แกจะออกไปทางวัฒนธรรมชองชาวยิว ซึ่งแกก็ได้รับรางวัลในด้านนี้ด้วย และนักดนตรีแต่ละคนรี่ก็ไม่ใช่ธรรมดา แถมเครือข่ายของพี่แกก็ขยายไปเป็นวงกว้างอีกต่างหาก แม้แต่นักดนตรีในสายเมทัลก็มี (ก็ Mike Patton นั่นไง) แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่แกไปอยู่ญี่ปุ่นแล้วซึมซับวัฒนธรรมมา เนื่องจากแกชอบการผสมผสานดนตรีอยู่แล้ว ก็เลยไม่น่าแปลกใจเลย แล้วสิ่งที่ไม่ธรรมดาอีกอย่างของแกก็คือ วิธีการทำงานเพลงที่แสนจะไม่เหมือนใคร และไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้เลย

หลังจากที่ได้ดูดีวีดีสารคดี เรื่อง The Bookshelf at the Top of the Sky แล้ว ผมก็ได้รู้ว่าวิธีการทำงานของแกนั้นช่างพิลึกพิลั่นเสียเหลือเกิน สมกับเป็นศิลปินจอมทดลองจริงๆ โดยเฉพาะการทำ Game Piece ซึ่งพี่แกจะกำกับดนตรีโดยใช้การ์ดและท่าทางต่างๆ (โดยที่ไม่ได้วาดมืออย่างวาทยากรทั่วๆไป) แกนี่เหมือนพ่อมดจริงๆ แบบว่าสั่งได้ทุกอย่าง อ้อใช่ฮะ พี่แกพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดีมากเลยอีกต่างหาก สำหรับช่วงนี้ พี่ซอร์นแกก็มาเอาดีด้านการเป็นนักแต่งเพลงมากกว่าที่จะมาเป็นนักดนตรีเสียเอง ซึ่งก็เป็นที่น่าสงสัยอีกอย่างก็คือ ทำไมแกสามารถแต่งเพลงได้ขนาดนั้นก็ไม่รู้ ตั้งเป็นร้อยกว่าอัลบั้ม ในระยะเวลากว่าสามสิบปี แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ขอให้แกแต่งเพลงมาให้ฟังเช่นนี้ต่อไป เพราะแกคือแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมได้ทำการทดลองสิ่งใหม่ๆ (คือพี่แกเป็นแรงบันดาลใจหลักให้ผมทำเพลงจริงๆน่ะแหละครับ ไม่ว่าจะแนวไหนก็ตาม...)

ผมชอบประโยคหนึ่งที่แกพูดไว้นานแล้ว อย่างไรก็ขอฝากไว้ ณ ที่นี้ด้วยละกันนะครับ...
"นักดนตรีต้องได้รับการเคารพอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าเขาจะเล่นแนวใดก็ตาม"

สวัสดี...

edit @ 29 May 2008 10:03:16 by Sinner

Comment

Comment:

Tweet